เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

รสลิน โกแวร์ : พันธกิจเพื่อเด็กด้อยโอกาส ก้าวเดินที่พระเจ้าทรงนำ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เด็กคืออนาคตสำคัญของสังคม แต่ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสในการเติบโตอย่างสมบูรณ์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย หรือ World Vision Thailand คือหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อปกป้องและสนับสนุนเด็กด้อยโอกาสให้ได้รับชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยพันธกิจที่ตั้งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการให้โอกาส การพัฒนา และความรักที่สะท้อนถึงพระคุณของพระเจ้า


ในครั้งนี้ เรามีโอกาสพูดคุยกับ คุณรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่จะมาแบ่งปันเส้นทางการรับใช้ซึ่งพระเจ้าทรงนำ ทั้งในด้านของชีวิตทำงานสู่บทบาทผู้นำ และวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตของเด็กๆ รวมถึงการเชิญชวนให้คริสเตียนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น ผ่านพลังแห่งการสนับสนุนและการอธิษฐาน

การทรงเรียกที่ไม่คาดคิด เส้นทางชีวิตที่พระเจ้าทรงนำ สู่พันธกิจแห่งความหวัง 


"ตั้งแต่เรียนมาก็ไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะมาทํางานองค์กรคริสเตียน หรือจะรับใช้ แม้ว่าเราจะเกิดในครอบครัวคริสเตียนก็ตาม แต่จ๋าเชื่อว่า มันคงเป็นการทรงนําและการทรงเรียก

"คือว่าคุณพ่อได้มีโอกาสมาเทศนาในวันคริสต์มาสของที่มูลนิธิฯ แล้วก็ได้ทราบจากผู้อํานวยการมูลนิธิตอนสมัยนั้นนะคะ คุณชูศักดิ์ วุฒิวโรภาส ว่ามีตําแหน่งบัญชีว่าง ซึ่งตัวจ๋าเองเนี่ยเรียนสายการเงินมานะคะ  คุณพ่อก็บอกว่าให้มาสมัคร เพราะคุณพ่อก็หนุนใจเราตลอดว่าอยากจะให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้พระเจ้า คุณพ่อบอกว่าการรับใช้มันไม่ใช่แค่การทํางานคริสตจักรหรือการเป็นผู้ประกาศอย่างเดียว มันมีการรับใช้ได้หลายอย่าง ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้อยากจะทํานะคะตัดสินใจแล้วว่าไม่มา แต่ว่าคุณชูศักดิ์ ผู้อํานวยการสมัยนั้นก็โทรติดต่อถามว่าสนใจมาสมัครไหมให้ลองมาคุยดูก่อน ได้มีโอกาสคุยกับคุณชูศักดิ์ ได้เห็นว่ามูลนิธิฯ ทําอะไร ดําเนินงานอะไร ก็รู้สึกลองมาดู แล้วก็เลยได้ตัดสินใจที่มาทํางานที่มูลนิธิฯ ค่ะ"

จากเส้นทางแห่งการเรียนรู้ สู่บทบาทผู้บริหาร ก้าวเดินด้วยหัวใจแห่งการรับใช้

"บัญชีก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ นะคะ ซึ่งเงินๆ ทองๆ เนี่ยมันก็บอกในถึงที่มาและที่ไป เพราการทํางานบัญชีในองค์กรในมูลนิธิฯ สิ่งที่สําคัญก็คือความโปร่งใส การจัดการที่ดี ดังนั้นเราเลยจําเป็นที่จะต้องทราบว่าเงินที่เรารับบริจาคมาด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพื่ออะไร และเราจะทำยังไงให้เกิดการจัดการที่ดี ให้เกิดการนํามาใช้ให้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ เกิดผลตามที่เราได้สัญญาไว้กับผู้บริจาค รวมถึงชุมชนเด็กเด็กที่เราทํางานด้วยนะคะ 

"ดังนั้น ข้อดีของการทําบัญชี-การเงิน ทําให้เราได้เห็นที่มาที่ไปว่าการระดมทุนรับเงินบริจาคมันมาในรูปแบบไหน แล้วเงินมีข้อกําหนดการใช้ยังไง แล้วพอเราจะเอาเงินไปใช้ มันไม่ใช่แค่ใช้อย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ด้วยว่าต้องใช้ไปเพื่ออะไร ดังนั้นก็เลยทําให้เราเข้าใจในตัวเนื้องานของการดําเนินงานพันธกิจต่างๆ เป็นข้อดีอย่างนึงก็คือว่ามันทําให้เราได้เห็นภาพทั้งว่าเราระดมทุนเงินบริจาคมาแบบไหนในกิจกรรมฝั่งพันธกิจของการระดมทุน และในพันธกิจงานด้านโปรแกรม ต่างๆ มันถูกนําไปและมีการดําเนินการยังไงบ้าง ทําให้เห็นภาพรวมของการบริหารการจัดการ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ว่าในเรื่องของตัวพันธกิจด้วย"

ความท้าทายในงานพันธกิจ ในบทบาทผู้นำหญิง

"โดยส่วนตัวนะคะ ไม่ได้รู้สึกท้าทาย เพราะว่าเป็นผู้หญิง คือว่าสมัยนี้เขาเปิดโอกาสแล้วก็ให้ความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงผู้ชายค่อนข้างมาก และสําหรับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เองเนี่ย เรายอมรับในความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เรื่องเชื้อชาติ เพราะฉะนั้น เขาให้สิทธิ์และส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันในด้านต่างๆ ดังนั้นถ้าถามว่ามีความท้าทายในเรื่องของการเป็นผู้หญิงหรือเปล่า ก็คือไม่ได้มีความท้าทายในเรื่องของเพศในการขึ้นมาเป็นผู้นําองค์กร แต่อาจจะเป็นความท้าทายในการทํางานพันธกิจมากกว่า ว่าจะทํายังไงให้งานของพระเจ้า ที่เรารับใช้อยู่ให้ส่งผล ให้เกิดผลที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดเท่าที่เราทําได้ค่ะ"

วิสัยทัศน์เพื่ออนาคต เป้าหมายต่อไป และความหวังของมูลนิธิศุภนิมิต

"เราอยากที่จะมีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบางมากๆ ให้ได้ อย่างเช่นที่เรากําลังเริ่มเพิ่งเริ่มทําก็คือเป็นกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ Stateless เด็กกลุ่มนี้เขาไม่มีหมายเลขบัตรค่ะ ผลกระทบทําให้เขาไม่สามารถได้รับสิทธิ์นะคะ ออกนอกพื้นที่ไม่ได้ แล้วก็ถ้าเขาป่วย เขาไม่สามารถใช้สิทธิ์รักษาที่โรงพยาบาลได้ เพราะเด็กกลุ่มนี้เขาขาดสิทธิ์ที่เขาพึงจะได้รับจริงๆ เพราะฉะนั้น เราก็เริ่มมีการนำร่องการทํางานด้านนี้ แล้วก็กําลังประเมินว่าจะสามารถขยายงานด้านนี้เพิ่มได้หรือเปล่านะคะ

"แล้วเราก็มีการทํางานกับกลุ่มประชากรข้ามชาตินะคะ ซึ่งจากที่เราเห็น มีกลุ่มประชากรข้ามชาติที่เข้ามาทํางานในประเทศไทย แล้วก็มีลูก มีเด็กติดมาด้วย ปัญหาของเด็กที่มาด้วยที่เขาไม่สามารถเข้าเรียนหนังสือได้ มีปัญหาเรื่องของภาษา ดังนั้นเราจะช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้ยังไง ซึ่งก็อยู่ในกระบวนการตามแผน 

"แล้วก็สําหรับเด็กไทยเอง จะมีเด็กที่อยู่ชายขอบต่างๆ หรือว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางไม่ปลอดภัย ยังมีอยู่อีกเยอะนะคะ ดังนั้นเรากําลังดูว่าเราจะมีโมเดลในการทํางานที่จะช่วยเหลือในเรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการหรือได้รับการดูแลเรื่องของสุขภาพ ให้เขาเติบโตขึ้นมาได้ดีได้ยังไง แล้วก็เรื่องของการศึกษา เพราะต้องยอมรับว่าในพื้นที่ห่างไกล คุณภาพของการศึกษากับในเมืองก็ยังแตกต่างกัน โรงเรียนก็ไม่เหมือนกัน แล้วก็การที่เด็กได้ไปเรียนหรือมีพัฒนาการต่างๆ ก็แตกต่างกันนะคะ รวมไปถึงปัญหาความยากจน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในเป้าหมายของมูลนิธิฯ ในการที่จะแก้ปัญหาของกลุ่มเด็กเหล่านี้ได้ยังไงต่อไป ให้มากขึ้นค่ะ"

ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง: ปกป้องอนาคตเด็กไทย ด้วยพลังการสนับสนุนและอธิษฐาน


"ประเทศไทยเอง เรายังเห็นปัญหาในเรื่องของเด็กที่ต้องปรับเปลี่ยนไปมากมาย ถ้าเราเห็น โลกนี้มันถูกรบกวน (disrupted) มาก มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งวิธีการดําเนินชีวิต เด็กแต่ละเจนเนอเรชันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งสําคัญก็คือบทบาทของเด็กและเยาวชน กับอนาคตข้างหน้าของเขา มีสิ่งที่สําคัญมากๆ ในการที่เขาเป็นคนที่จะเป็นอนาคตต่อไป เราเชื่อว่าถ้าเด็กๆ เขาได้รับการเลี้ยงดู หรือได้โอกาสในการที่เขาจะเติบโตขึ้นมาอย่างดี เขาจะมีชีวิตที่ดี เป็นชีวิตที่รักกันในสังคม แล้วก็เป็นชีวิตที่เกื้อกูลและช่วยเหลือกัน ลดความขัดแย้งต่างๆ ได้

"ดังนั้นสําหรับมูลนิธิฯ เอง เราเห็นความสําคัญของเด็กมากๆ หากมีโอกาสในการที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กที่เขายังขาดโอกาส เพราะว่าถ้าเขาได้รับโอกาส โตขึ้นมาเป็นเด็กที่ดีแน่นอนนะคะ ก็ฝากอธิษฐานเผื่อเด็กๆ ทุกคน ทั้งประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ด้วย ในการที่เขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับการปกป้องดูแล และเขาจะโตมาบนโลกที่กําลังเหมือนกับจะแย่ลงทุกวันๆ เขาจะอยู่ต่อไปในอนาคตยังไงก็ฝากไว้ในคําอธิษฐานของทุกๆ ท่านเลยค่ะ"

รับพระคุณเพื่อส่งต่อความรัก: หน้าที่ของคริสเตียน สร้างอนาคตที่เปี่ยมความหวัง

"สําหรับเราที่เป็นคริสเตียน ที่แน่ๆ เลยก็คือ เราเชื่อว่าเรามีพระเจ้าองค์เดียว และเราก็เชื่อว่าเราทุกคนเป็นคนบาป เพราะฉะนั้นพระเจ้าเลยส่งพระเยซูคริสต์ให้ลงมาบนโลกมนุษย์ แล้วก็ตายเพื่อไถ่บาปให้กับเราทั้งหลาย ซึ่งมันเป็นพระคุณที่หาที่ไหนไม่ได้ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีอะไรเทียบได้ แล้วเราผู้ซึ่งได้รับพระคุณอันล้ำค่าอันนี้ค่ะ เราไม่สามารถที่จะเก็บสิ่งนี้เอาไว้ได้ ฉะนั้น มันเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนนะคะ ที่เราต้องส่งต่อในเรื่องของความรักที่เราได้จากพระเจ้า ให้กับคนต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งเราเห็นชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่เป็นแบบอย่างในการที่พระองค์ลงมาบนโลกมนุษย์ พระองค์ทําพันธกิจมากมายในสามปีที่อยู่ช่วยเหลือคนที่ลําบากอย่างมากมาย"

"ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน ดังนั้นสิ่งที่เราจําเป็นต้องทํา คือควรดําเนินชีวิตตามอย่างองค์พระเยซูคริสต์เจ้านะคะ การช่วยเหลือคนที่ลําบากกว่าก็เป็นพันธกิจที่เราต้องทํา เราไม่สามารถที่จะละเลยหรือเห็นแล้วปล่อยผ่าน เพราะว่าคนที่อยู่ท่ามกลางความลําบาก บางครั้งเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้ แล้วเราจะปล่อยเขาอยู่ในสภาพนั้นเหรอ เราเองที่เป็นคริสเตียนเราไม่น่าจะปล่อยในสิ่งนี้ให้ผ่านไป เราเชื่อว่าพวกเราคริสเตียน ต้องแสดงความรักขององค์พระเยซูคริสต์ผ่านการกระทํา ในการช่วยเหลือคนที่ลําบาก"


การทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสอาจไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย แต่ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในพระเจ้าของคุณรสลิน โกแวร์ ก็ทำให้เห็นถึงพลังแห่งความหวังและการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ในการให้ทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ทั้งในด้านทรัพยากรและการอธิษฐาน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีและสังคมที่เต็มไปด้วยความรักสำหรับเด็กๆ ต่อไป


________________________________________


ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook